วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 2008
โดยมี University of Tokyo อยู่ในอันดับหนึ่ง และ อยู่ในอันดับที่ 309 ของโลก
โดย มี Massachusettes Institute of Technology อยู่ในอันดับหนึ่งhttp://www.webometrics.info/top100_continent.asp?cont=asia
อันดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
1.PRINCE OF SONGKLA UNIVERSITY [19 ของเอเชีย] [309 ของโลก]2.CHULALONGKORN UNIVERSITY [27 ของเอเชีย] [443 ของโลก]
3.KASETSART UNIVERSITY [31 ของเอเชีย] [477 ของโลก]
4.ASIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY THAILAND [56 ของเอเชีย] [707 ของโลก]5.MAHIDOL UNIVERSITY [68 ของเอเชีย] [802 ของโลก]
6.THAMMASAT UNIVERSITY [69 ของเอเชีย] [806 ของโลก]
7.CHIANG MAI UNIVERSITY [75 ของเอเชีย] [841 ของโลก]
8.ASSUMPTION UNIVERSITY OF THAILAND [79 ของเอเชีย] [862 ของโลก]
9.KHON KAEN UNIVERSITY [82 ของเอเชีย] [883 ของโลก]
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
แบงค์ห้าแสนของไทย

ภาพประธานด้านหน้า พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงฉลองพระองค์ ลำลอง คู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระมาลา รวมทั้งอัญเชิญตราอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. พิมพ์คู่กับตราอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. โดยมีภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมราชินี ณ พระที่นั่ง ไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระครุฑพ่าห์ และลาย ช่อกนก เป็นภาพประกอบ ภาพประธานด้านหลัง พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และพระฉายา สาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และมีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งยังเป็นพระคู่หมั้น ภาพพระตำหนัก เปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชธิดา และพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ
ลายน้ำ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว คู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และลายน้ำเลขไทย 500000 ซึ่งมีความโปร่งแสง เป็นพิเศษ มองเห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน เมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง
เส้นใย ในเนื้อกระดาษฝังเส้นใยสีโลหะซ่อนไว้ตามแนวยืนของธนบัตร ภายในเส้นใยสี โลหะมีตัวอักษรไทยคำว่า "ทรงพระเจริญ" ขนาดเล็กเรียงเป็นระยะอยู่สองแถว สามารถอ่าน ได้ทั้งสองด้านเมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง และจะเห็นเรืองแสงเป็นสีเหลืองและ สีน้ำเงินภายใต้รังสีเหนือม่วง
ขนาด กว้าง 126 มิลลิเมตร ยาว 205 มิลลิเมตร
สีกระดาษ สีเหลืองอ่อน
ลักษณะพิเศษ มุมบนขวาด้านหน้าของธนบัตร ผนึกฟอยล์สีทองพระบรมฉายาสาทิส-ลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซ้อนกับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รอบฟอยล์สีทองมีแถวตัวเลขอารบิก "500000" ขนาดเล็กเรียงติดต่อกันอ่านได้ชัดเจนโดยใช้แว่นขยาย ทั้งหมดล้อมรอบด้วยลายเส้นโค้งสีส้ม สีน้ำตาลอ่อน สีเขียวอ่อน สีฟ้าและสีเหลือง มุมบนซ้ายด้านหน้า มีตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่บอกราคา "500000" พิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษ
ลักษณะพิเศษที่ปรากฏภายใต้รังสีเหนือม่วง (แบล็กไลท์) ในเนื้อกระดาษโรยเส้นใยเรืองแสงเป็นแถบตามแนวยืนของธนบัตร ซึ่งมองไม่เห็นด้วยแสงธรรมชาติ แต่จะเห็นเรืองแสงเป็นสีเหลืองและ สีน้ำเงินภายใต้รังสีเหนือม่วง
วันประกาศออกใช้ นำออกใช้ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ilil~~ilil

วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551
คำที่คนไทยมักเขียนผิด
ออฟฟิศ แปลว่า สำนักงาน ที่ทำการมักเขียนผิดเป็นคำว่า "ออฟฟิส" ไม่ก็ "ออฟฟิต" คำนี้มาจากภาษาอังกฤษคำว่า "office" แต่พอมาเป็นภาษาไทยอุตส่าห์ใช้ตัวอักษร "ศ" ให้เท่ๆแล้วเชียว แต่ทำไมกลับสู่สามัญเป็น "ส" ล่ะ หรือไม่ก็เอาคำว่า "ฟิตเนส" มาปนมั่วไปหมด
อุตส่าห์ แปลว่า บากบั่น ขยัน อดทนมักเขียนผิดเป็นคำว่า "อุดส่า" คำนี้พบไม่บ่อยมากนัก แต่บางคนสะกดด้วย ต เต่า ถูกแล้วแต่ลืมใส่ บการันต์(ห์)
โคตร แปลว่า วงศ์สกุล เผ่าพันธุ์ ต้นตระกูลมักเขียนผิดเป็นคำว่า "โครต" คำยอดฮิตของวัยรุ่น ไม่รู้เพราะสับสนกับคำว่า "เปรต" หรือเพราะในเกมออนไลน์บางเกมมันเซ็นเซอร์คำนี้ก็ไม่รู้ เลยดัดแปลงคำซะเลยจะได้พิมพ์ได้ แล้วก็ติดตามาเป็น "โครต" ในปัจจุบัน
ค่ะ แปลว่า คำรับที่ผู้หญิงใช้มักเขียนผิดเป็นคำว่า "คะ" คำนี้ไม่ได้เขียนผิดอะไรหรอก แต่ใช้เสียงสูงเสียงต่ำผิด ถ้าจะพูดให้เสียงยาวก็เป็น "คะ" ใช้ต่อท้ายประโยคคำถาม แต่บางทีก็ใช้ "ค่ะ" ยัดลงไปเลย
เว็บไซต์ แปลว่า (ไม่รู้อ่ะ แต่มาจากภาษาอังกฤษคำว่า "web" แปลว่า ใยแมงมุม ตาข่าย และ "site" แปลว่า กำหนดสถานที่ตั้ง ตั้งอยู่)มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เวปไซด์" คำว่า "เวป" อาจติดมาจาก "WAP" ซึ่งแปลว่าอะไรผมก็ไม่รู้ -*- แต่คำว่า "ไซด์" ที่เขียนผิดอาจมาจากคำว่า "side" ที่แปลว่า ด้านข้าง เห็นด้วย (เกี่ยวอะไรกัน?)
โอกาส แปลว่า ช่อง จังหวะ เวลาที่เหมาะมักเขียนผิดเป็นคำว่า "โอกาศ" สงสัยติดมาจากคำว่า "อากาศ"
เกม แปลว่า การแข่งขัน การละเล่นเพื่อนความสนุก ลักษณะนามเรียกการแข่งขันจบลงคราวหนึ่งๆมักเขียนผิดเป็นคำว่า "เกมส์" อันนี้เราไม่แน่ใจนะ แต่ถ้าจะให้มีความหมายในภาษาไทยต้องใช้ "เกม" เพราะมันมาจากคำว่า "game" ในภาษาอังกฤษ
ไหมแปลว่า ชื่อแมลงชนิดหนึ่งมีใยใช้ทอผ้า เป็นคำถามมักเขียนผิดเป็นคำว่า "มั้ย" ที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเพราะเพื่อให้เสียงสูงขึ้น เพราะถ้าใช้คำว่า ไม้ มันจะกลายเป็นอีกคำ ถ้าใช้ ไม๊ นี่อ่านไม่ออกเลย -*-
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
Magha Puja
Magha Puja is an important religious festival celebrated by Thai Buddhists on the full moon day of the third lunar month (this usually falls in February)It is a public holiday in Thailand - and is an occasion when Buddhists tend to go to the temple to perform merit-making activities.
Celebration of Magha Puja Day
In the evening, each temple in Thailand holds a candle procession whereby the monks and congregation members circumambulate the main chapel or pagoda in the temple in homage to the Lord Buddha.
วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
เคล็ดลับเรียนเก่ง
2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ ครับ.เช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 - 2 ชม.ก็เกินพอครับ. แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องครับ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ.
3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรครับ. อย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยกครับ. ครั้งละ 25 - 30 นาที และพัก 5- 10 นาที
4. อ่านจบวันนึง ๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ. สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร
5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ครับ. ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ด ีให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ครับ.
6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาครับ. เช่น คณิต + ฟิสิกส์ เน้นความเข้าใจเป็นอันดับ 1 เคมี เน้น เข้าใจ + ท่องจำบางอย่าง เช่น ตารางธาตุ ถ้าท่องยังไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นต้องจำ อังกฤษ เป็นเรื่องทักษะ ต้องใช้บ่อย ๆ ครับ. เวลาจะทำอะไรก็นึกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง เช่นนึกจะทักเพื่อนว่าไปไหน ก็นึกว่า where do you go .? อะไรเป็นต้น แล้วก็ต้องเข้าใจ เป็นภาษาต่างด้าวยังมีคำหรือสำนวนที่เราไม่เข้าใจอีกเยอะ ดังนั้นเรื่องศัพท์ต้องรู้เยอะ ๆ เวลาจะไปดูหนัง Entertain กันทั้งที ก็เลือกดูเรื่องที่เขามีแต่ sub title เป็นภาษาอังกฤษ
7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ อันดับแรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วครับ. ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลครับ. แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยครับ. จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัด มาทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด . สำคัญคือความตั้งใจนะครับ. ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้ว ทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเอง ให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้ โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่า ต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่า บรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้น มองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมา ในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 - 5 นิ้วครับ. ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือตรีโกณ 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกครับ. จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยครับ
.
8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีครับ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิก นั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ แข่งในการศึกษาของไทยเราครับ. เด็กต้องสอบ Entrance เข้าต่อ ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้ ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเรา เราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัมนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ.
ดังนั้น จากข้อ 7.เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมอง โดยทำดังต่อไปนี้ครับ. - ให้นึก ! โน๊ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกัน ซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์นึกนะครับ . ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกครับ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกที กระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตยืจนเลิกนึกนี่ คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะครับ. ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์
9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อย คือกระบวนการสอบแข่งขันครับ. ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้สอบแข่งซะแต่ ม.1 จนจบ ม.6 เลย จะทำให้เรารู้อันดับตัวเอง เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ครับ. เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหม ทักษะในการทำข้อสอบ มีใหม เข้าห้องก็เดินหน้าลุยทำแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเลยหรือเปล่า ก็พวก สมาคม โอลิมปิก หรืออะไรก็ตามที ทั้งสอบแข่งในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจัดเอง หรือสัปดาห์ต่าง เช่น สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ โคงงงานวิทยาศาตร์ ตอบปัญหาภาษาไทย อังกฤษ ฯลฯ สุดท้ายทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าน้องคนไหนทำได้นะครับ. ซัก 1 - 2 ปี รู้ผลแน่ พี่รับรองได้ 100 % เลยว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในอันดับ 1 - 3 ของชั้น แน่นอน อันดับระดับประเทศ ก็ไม่เกิน 50 อย่างมาก อ้อ ลืมบอกไปครับ. สิ่งสำคัญคือการอ่านล่วงหน้าครับ. ช่วงปิดเทอม ก็อ่านของเทอมหน้านู้นหรือ อยู่ ม.4 จะอ่านของ ม.6 ก็ได้นะไม่ผิด
เนื้อหาจาก www.mathcenter.net
วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
ใครว่าเรื่องนี้ มศว ไม่ยุทติธรรมบ้าง ??

น.ส.จรินทร์พร จุนเกียรติ(เต้ย) ดาราวัยรุ่นชื่อดัง