นี่คือคำแนะนำเพื่อความจำที่ดีขึ้น
1. หาเวลาที่เหมาะที่สุดกับการใช้ความคิดของเราในแต่ละช่วงวัน แต่ละคนแต่ละวัยจะมีช่วงทองให้กับการคิดไม่เหมือนกัน ว่ากันว่าคนมีอายุแล้วสมองจะเคลียร์ที่สุดก็เป็นช่วงเช้า พวกหนุ่มๆสามวๆนั้นกว่าจะมีสมาธิในการคิดได้ก็จะเป็นช่วงบ่าย ดูตัวเองว่าความคิดดีดีของเรานั้นมักจะมาในช่วงไหน แล้วเก็บช่วงนั้นไว้สำหรับงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์
2. หาความรู้อยู่เรื่อยๆ...รู้แบบกว้างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกไปซะทุกอย่าง แต่ความรู้ที่สะสมมาจากทุกเรื่องจะช่วยต่อยอดกับข้อมูลใหม่ๆให้เข้าใจได้ง่ายๆขึ้น
3. "จดไว้ให้จำ" เครื่องช่วยจำที่ดีที่สุดก็คือจดทุกอย่างลงในกระดาษ เขียนไว้กันลืม สุภาษิตจีนบอกไว้ว่า ถึงแม้ว่าหยดหมึกที่จางที่สุดก็จะอยู่ได้นานกว่าความจำที่ว่าแม่นที่สุด
4. เพิ่มพลังกับกาแฟ..แต่แค่ถ้วยเดียวพอนะ ที่จะช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเวลาเครียดๆละก็ห้ามเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม
5. โยงเรื่องใหม่กับความจำเดิม ให้คิดซะว่าความคิดหรือความจำที่มีอยู่เดิมนั้นเหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกแขวนไว้กลางอากาศ กำลังรอข้อมูลใหม่ๆเข้าไปปะติดปะต่อ อย่าปล่อยเรื่องใหม่ๆเข้าไปอย่างไม่มีจุดเชื่อมโยง เช่น ถ้าจะจำชื่อคน ก็ลองโยงความหมายหรือเสียงของชื่อนั้นเข้ากับสิ่งต่างๆที่เราคุ้นเคย
6. ฝึก..ฝึก..ฝึกจำอยู่บ่อยๆ ถึงอายุอ่อนกว่าแค่ไหน แต่ถ้าไม่เคยฝึกท่องจำเลย ความจำก็อาจจะสู้คนแก่ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อลองนึกดูสิว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนทำไมเราถึงไม่ลืมสูตรคูณ ที่เราท่องตั้งแต่ยังเด็กล่ะ
7. ควรให้เวลาสมองได้รับเรื่องตลกๆหรือได้คิดอะไรที่ไร้สาระบ้าง เป็นการให้ความคิดของเราได้พักผ่อน
8. รู้จักดัดแปลงความคิดสร้างสรรค์ มันมักจะเกิดขึ้นมาได้จากบางอย่างที่เราคุ้นเคยนั่นล่ะ จะเชื่อมั้ยล่ะ ถ้าบอกว่าวิธีเปิดฝากระป๋องแบบดึงขึ้นนั้นน่ะ ต้นตอมาจากการปลอกเปลือกกล้วยนั่นเอง
9. คบเพื่อนที่ฉลาด มีความคิดกว้างๆ..แล้วคำโบราณที่บอกว่าคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลนั่นน่ะมันเป็นความจริง การที่เราได้อยู่ใกล้กับคนที่มีความรู้ เป็นคนฉลาดที่เปิดรับความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอนั้นจะช่วยให้เราได้คิดตาม และฝึกสมองอยู่บ่อยๆ
10. เลียนแบบลีโอนาโด..หมายถึง ลีโอนาโอ ดา วินซี มีวิธีมากมายที่ดาวินซีใช้สร้างสรรค์งานของเขาง่ายๆก็คือ ลองเขียนภาพจากมือที่ไม่ได้ถนัด
11. เอาใจใส่ เคยมั้ยที่เวลาได้เจอใครๆกลับจำไม่ได้ว่าเขาชื่ออะไร ที่เป็นปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องของความจำแต่เป็นเรื่องของการใส่ใจ ถ้าเราใส่ใจกับคนๆนั้น หรือสิ่งนั้น เราจะจำได้มากกว่าที่เป็น
12. ฟังเพลงโมสาร์ท ก่อนนอนเปิดงานของโมสาร์ทฟังซักหนึ่งรอบ จะช่วยเรื่องความจำดีขึ้นได้
13. ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนที่ไม่ใช่แค่ให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่หมายถึงสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วย
14. ลองทำสิ่งใหม่ๆจะได้มีแนวความคิดที่แปลกใหม่อยู่เสมอ
15 ตัดเครื่องรบกวนสมาธิทั้งหมด ขึ้นป้าย Don't Disturb! ติดไว้ข้างตัว เวลาที่งานนั้นต้องใช้ความตั้งใจและมีสมาธิอย่างสูง และทางที่ดีดึงสายโทรศัพท์ออกไปไม่รับสายเข้าเลยดี
เครดิต : http://www.pooyingnaka.com/story/story.php?Category=scoop&No=136
วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ตังค์หาย 1 บาท ช่วยหาหน่อยดิ !
อ่านดีๆๆๆๆ นะ
มีลูกค้า 3 คนไปกินก๋วยเตี๋ยว ชื่อ หมู ลิง โด้ สั่งก๋วยเตี๋ยวมา 3 ชาม อาแปะบอก "ล่าย ล่ายเลยทุกคง"
พอก๋วยเตี๋ยวมา ก็กินกันจนหมด จึงเรียกอาหมวยมาเก็บตังค์ อาหมวยบอกว่า "ชามละ 15 บาท 3 ชาม รวมเปง 45 บาท" ทั้ง 3 คนก็ควักตังค์จ่ายไปคนละ 15 บาท
แต่พอหมวยเอาตังค์ไปให้อาแปะ อาแปะบอกว่า "เค้ามากิงบ่อยแล้ว ลดให้ 5 บาทละกัง"
อาหมวยจึงถือตังค์มา 5 บาทมาคืน โด้กลัวหารไม่ลงตัว เลยเอาไปแค่ 3 บาทเพราะจะได้หารลงตัว 3 คน คือคนละ 1 บาท ที่เหลือ 2 บาทเลยให้เป็นทิปอาหมวยไปแต่เมื่อลองมาคำนวณอีกที จ่ายไปคนละ 15 บาท ได้คืนมาคนละ 1 บาท สรุปจ่ายไปคนละ 14 บาท
14 บาท 3 คน = 42 บาท บวกกับทิปที่ให้ไป 2 บาท
แล้วทำไมตังค์มันหายไป 1 บาทเนี่ย คิดๆๆๆๆซิ พี่น้อง !!!!
ที่มา :คุณ ^+-+~แฮมเตอร์~+-+^ :http://www.dek-d.com/board/view.php?id=959458
เฉลย
ก็จ่ายไป 3 คน 45 บาทใช่ไหมได้คืน คนละ บาท ก็ เหลือจ่ายคนละ 14 บาท 3 คนก็ 42 ค่าก๋วยเตี๋ยว ที่ลดแล้ว 40 บาท ทิปอีก 2 บาท 45 บาท คือที่จ่ายตอนแรก แต่สุทธื คือ จ่าย 42 บาท
-*-
มีลูกค้า 3 คนไปกินก๋วยเตี๋ยว ชื่อ หมู ลิง โด้ สั่งก๋วยเตี๋ยวมา 3 ชาม อาแปะบอก "ล่าย ล่ายเลยทุกคง"
พอก๋วยเตี๋ยวมา ก็กินกันจนหมด จึงเรียกอาหมวยมาเก็บตังค์ อาหมวยบอกว่า "ชามละ 15 บาท 3 ชาม รวมเปง 45 บาท" ทั้ง 3 คนก็ควักตังค์จ่ายไปคนละ 15 บาท
แต่พอหมวยเอาตังค์ไปให้อาแปะ อาแปะบอกว่า "เค้ามากิงบ่อยแล้ว ลดให้ 5 บาทละกัง"
อาหมวยจึงถือตังค์มา 5 บาทมาคืน โด้กลัวหารไม่ลงตัว เลยเอาไปแค่ 3 บาทเพราะจะได้หารลงตัว 3 คน คือคนละ 1 บาท ที่เหลือ 2 บาทเลยให้เป็นทิปอาหมวยไปแต่เมื่อลองมาคำนวณอีกที จ่ายไปคนละ 15 บาท ได้คืนมาคนละ 1 บาท สรุปจ่ายไปคนละ 14 บาท
14 บาท 3 คน = 42 บาท บวกกับทิปที่ให้ไป 2 บาท
แล้วทำไมตังค์มันหายไป 1 บาทเนี่ย คิดๆๆๆๆซิ พี่น้อง !!!!
ที่มา :คุณ ^+-+~แฮมเตอร์~+-+^ :http://www.dek-d.com/board/view.php?id=959458
เฉลย
ก็จ่ายไป 3 คน 45 บาทใช่ไหมได้คืน คนละ บาท ก็ เหลือจ่ายคนละ 14 บาท 3 คนก็ 42 ค่าก๋วยเตี๋ยว ที่ลดแล้ว 40 บาท ทิปอีก 2 บาท 45 บาท คือที่จ่ายตอนแรก แต่สุทธื คือ จ่าย 42 บาท
-*-
วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ทำไม?? ทีวีไม่มี "เลขคู่" คุณรู้มั้ย
ต้องทำความเข้าใจกับพื้นฐานเรื่องการรับสัญญาณโทรทัศน์ก่อน คือ การรับสัญญาณภาพซึ่งคล้ายกับการรับสัญญาณเสียง แต่การรับสัญญาณภาพมีรายละเอียดมากกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การรับสัญญาณวิทยุจากปีกอากาศมีสัญญาณเครื่องส่งที่ส่งไปสะท้อนกับตึกหรือภูเขา แล้วกลับมาเข้าเครื่องสัญญาณมี 3 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางที่ 1 จากเครื่องส่งตรงเข้าเครื่องรับ เส้นทางที่ 2 และ 3 จากเครื่องส่งไปสะท้อนกับตึกและภูเขา แล้วค่อยเข้าไปยังเครื่องรับ ทั้งนี้ จะเห็นว่าระยะทางของคลื่นสะท้อนมีระยะทางมากกว่า จึงทำให้เดินทางไปถึงเครื่องรับช้ากว่า สมมุติว่าคลื่นตรงระยะทาง 20 กิโลเมตร และระยะทางคลื่นสะท้อนมีระยะทาง 25 กิโลเมตร การเดินทางของคลื่น 300,000 กิโลเมตร/วินาที ระยะทางที่เดินทางต่างกันน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของคลื่นที่เดินทาง แต่มนุษย์เราแยกไม่ออก เพราะเสียงที่สะท้อนและเข้ามาทีหลังมีสัญญาณที่คล้ายกัน ขณะที่การรับสัญญาณภาพ หากมีคลื่นสะท้อนจะปรากฏเป็นภาพซ้อนขึ้น ซึ่งตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นการส่งและรับสัญญาณภาพจึงต้องจัดระบบและอุปกรณ์ในการรับสัญญาณที่มีทิศทางในการรับที่แน่นอน
โดยต่อมาได้มีการพัฒนาระบบการรับของปีกอากาศในการรับในแบบทิศทางเดียว และเพื่อป้องกันความสับสนในการรับส่งช่องสัญญาณ ประเทศไทยจึงปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณใหม่จากส่งสัญญาณโทรทัศน์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ผ่านความถี่ VHF แบ่งช่องสัญญาณออกมาเป็นช่องๆ คือ ช่อง 2 ความถี่ 47-54 MHz ช่อง 3 ความถี่ 54-61 MHz ถึงช่อง 5 ความถี่ 174-181 MHz
จะเห็นได้ว่าช่องสัญญาณแต่ละความถี่แบ่งออกเป็นแต่ละช่อง ช่องโทรทัศน์ก็เลยเอาชื่อของช่องผ่านความถี่ VHF ตั้งชื่อช่องโทรทัศน์ 3-5-7-9-11 ปัญหาก็คือเมื่อช่องต่างๆ จะส่งสัญญาณในต่างจังหวัดก็จะต้องมีการสลับช่องส่ง ช่อง 3 ในกรุงเทพฯ เมื่อออกต่างจังหวัดอาจต้องย้ายความถี่ไปส่งเป็นช่อง 6 ช่อง 7 กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายไปส่งช่อง 12 จึงเกิดความสับสนว่าทำไมจูนความถี่ 224 MHz เป็นช่อง 12 แต่มีโลโก้ของช่อง 7 ออกมา
ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวไม่เกิดแล้ว เพราะโทรทัศน์ทุกวันนี้เป็นระบบ AUTO TONE ค้นหาช่องเอง และเรียงช่องให้อัตโนมัติ ถึงเวลาก็เปลี่ยนช่อง ไม่ต้องไปสนใจว่าความถี่อะไรเป็นช่องอะไร ในปัจจุบันได้มีโทรทัศน์เพิ่มขึ้นมาอีกย่าน UHF ได้สัมปทานช่อง 29 (ITV หรือเดี๋ยวนี้คือ TITV) ความถี่ 534-542 MHz หากตั้งชื่อของช่องสถานีเป็นชื่อช่อง 29 คงจะปวดหัวน่าดู เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ส่งไป 3 ช่องความถี่ คงต้องมีการแจกเอกสารชี้แจงเรื่องความถี่ไม่ตรงกับชื่อช่องวุ่นวาย จึงมีการตั้งชื่อเองว่า ITV จะส่งช่องอะไรก็ได้ (ในช่วงแรกๆ ส่ง 3 ช่องสัญญาณ 26, 29, 34)
โดยต่อมาได้มีการพัฒนาระบบการรับของปีกอากาศในการรับในแบบทิศทางเดียว และเพื่อป้องกันความสับสนในการรับส่งช่องสัญญาณ ประเทศไทยจึงปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณใหม่จากส่งสัญญาณโทรทัศน์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ผ่านความถี่ VHF แบ่งช่องสัญญาณออกมาเป็นช่องๆ คือ ช่อง 2 ความถี่ 47-54 MHz ช่อง 3 ความถี่ 54-61 MHz ถึงช่อง 5 ความถี่ 174-181 MHz
จะเห็นได้ว่าช่องสัญญาณแต่ละความถี่แบ่งออกเป็นแต่ละช่อง ช่องโทรทัศน์ก็เลยเอาชื่อของช่องผ่านความถี่ VHF ตั้งชื่อช่องโทรทัศน์ 3-5-7-9-11 ปัญหาก็คือเมื่อช่องต่างๆ จะส่งสัญญาณในต่างจังหวัดก็จะต้องมีการสลับช่องส่ง ช่อง 3 ในกรุงเทพฯ เมื่อออกต่างจังหวัดอาจต้องย้ายความถี่ไปส่งเป็นช่อง 6 ช่อง 7 กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายไปส่งช่อง 12 จึงเกิดความสับสนว่าทำไมจูนความถี่ 224 MHz เป็นช่อง 12 แต่มีโลโก้ของช่อง 7 ออกมา
ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวไม่เกิดแล้ว เพราะโทรทัศน์ทุกวันนี้เป็นระบบ AUTO TONE ค้นหาช่องเอง และเรียงช่องให้อัตโนมัติ ถึงเวลาก็เปลี่ยนช่อง ไม่ต้องไปสนใจว่าความถี่อะไรเป็นช่องอะไร ในปัจจุบันได้มีโทรทัศน์เพิ่มขึ้นมาอีกย่าน UHF ได้สัมปทานช่อง 29 (ITV หรือเดี๋ยวนี้คือ TITV) ความถี่ 534-542 MHz หากตั้งชื่อของช่องสถานีเป็นชื่อช่อง 29 คงจะปวดหัวน่าดู เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ส่งไป 3 ช่องความถี่ คงต้องมีการแจกเอกสารชี้แจงเรื่องความถี่ไม่ตรงกับชื่อช่องวุ่นวาย จึงมีการตั้งชื่อเองว่า ITV จะส่งช่องอะไรก็ได้ (ในช่วงแรกๆ ส่ง 3 ช่องสัญญาณ 26, 29, 34)
วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2550
ผลวิจัย เกี่ยวกับ โรงเรียนกวดวิชา ในปัจจุบัน
จากที่ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่าง น้องๆมอปลายประมาณ 800 คน
หัวข้อเกี่ยวกับ โรงเรียนกวดวิชาในปัจจุบัน
ผล Vote แยกให้ตามรายวิชา โดยคิดเป็น %
วิชาเคมี
1. อาจารย์อุ๊ 92%
2. อาจารย์สำราญ 2.6%
3. อาจารย์บัวแก้ว 2.2%
4. อื่นๆ 3.2%
วิชาคณิตศาสตร์
1. The Brain 26%
2. พี่ต้อม(อาจารย์เศรษฐกาณต์) ที่ Eureka 22.7%
3. อาจารย์อรรณพ 22%
4. Sup-K 18%
5. อาจารย์สมัย 9.3%
6. อื่นๆ ประมาณ 2%
วิชาฟิสิกส์
1. Applied PhySics 38%
2. Neo Physics 29%
3. Ideal Physics 12%
4. อาจารย์ธวัชชัย 13%
5. อื่นๆ 8%
วิชาชีวะวิทยา
1. อาจารย์เอกฤทธิ์ 42%
2. อาจารย์สมาน 39%
3. หมอพิชญ์ 19%
วิชาภาษาอังกฤษ
1. อาจารย์สมศรี 28%
2. Access 22%
3. Enconcept 21%
4. อาจารย์ดวงใจ 19%
5. อื่นๆ 10%
วิชาภาษไทย
1. Da'Vance อาจารย์ปิง 42%
2. อาจารย์ ลิลลี่ 37%
3. อาจารย์ธเนศ 11%
4. อื่นๆ 10%
วิชาสังคม
1. Da'Vance อาจารย์ปิง 67%
2. ครูป็อบ 21%
3. อื่นๆ 11%
หัวข้อเกี่ยวกับ โรงเรียนกวดวิชาในปัจจุบัน
ผล Vote แยกให้ตามรายวิชา โดยคิดเป็น %
วิชาเคมี
1. อาจารย์อุ๊ 92%
2. อาจารย์สำราญ 2.6%
3. อาจารย์บัวแก้ว 2.2%
4. อื่นๆ 3.2%
วิชาคณิตศาสตร์
1. The Brain 26%
2. พี่ต้อม(อาจารย์เศรษฐกาณต์) ที่ Eureka 22.7%
3. อาจารย์อรรณพ 22%
4. Sup-K 18%
5. อาจารย์สมัย 9.3%
6. อื่นๆ ประมาณ 2%
วิชาฟิสิกส์
1. Applied PhySics 38%
2. Neo Physics 29%
3. Ideal Physics 12%
4. อาจารย์ธวัชชัย 13%
5. อื่นๆ 8%
วิชาชีวะวิทยา
1. อาจารย์เอกฤทธิ์ 42%
2. อาจารย์สมาน 39%
3. หมอพิชญ์ 19%
วิชาภาษาอังกฤษ
1. อาจารย์สมศรี 28%
2. Access 22%
3. Enconcept 21%
4. อาจารย์ดวงใจ 19%
5. อื่นๆ 10%
วิชาภาษไทย
1. Da'Vance อาจารย์ปิง 42%
2. อาจารย์ ลิลลี่ 37%
3. อาจารย์ธเนศ 11%
4. อื่นๆ 10%
วิชาสังคม
1. Da'Vance อาจารย์ปิง 67%
2. ครูป็อบ 21%
3. อื่นๆ 11%
วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550
เนื้อเพลง: And I'm Telling You I'm Not Going
And I am telling you I'm not going.
You're the best man I'll ever know.
There's no way I can ever go,
No, no, no, no way,
No, no, no, no way I
'm livin' without you.
I'm not livin' without you.
I don't want to be free.
I'm stayin', I'm stayin',
And you, and you, you're gonna love me.
Ooh, you're gonna love me.
And I am telling you I'm not going,
Even though the rough times are showing.
There's just no way,
There's no way.
We're part of the same place.
We're part of the same time.
We both share the same blood.
We both have the same mind.
And time and time we have so much to share
, No, no, no,
No, no, no,
I'm not wakin' up tomorrow mornin'
And findin' that
there's nobody there.
Darling, there's no way,
No, no, no, no way I'm livin' without you.
I'm not livin' without you.
You see, there's just no way,
There's no way.
Tear down the mountains,
Yell, scream and shout.
You can say what you want,
I'm not walkin' out.
Stop all the rivers,
Push, strike, and kill.
I'm not gonna leave you,
There's no way I will.
And I am telling you I'm not going.
You're the best man I'll ever know.
There's no way I can ever,
ever go, No, no, no, no way,
No, no, no, no way I'm livin' without you.
Oh, I'm not livin' without you,
I'm not livin' without you.
I don't wanna be free.
I'm stayin', I'm stayin',
And you, and you,
You're gonna love me.
Oh, hey, you're gonna love me,
Yes, ah, ooh, ooh, love me,
Ooh, ooh, ooh, love me,
Love me,
Love me, Love me,
Love me.
You're gonna love me.
You're the best man I'll ever know.
There's no way I can ever go,
No, no, no, no way,
No, no, no, no way I
'm livin' without you.
I'm not livin' without you.
I don't want to be free.
I'm stayin', I'm stayin',
And you, and you, you're gonna love me.
Ooh, you're gonna love me.
And I am telling you I'm not going,
Even though the rough times are showing.
There's just no way,
There's no way.
We're part of the same place.
We're part of the same time.
We both share the same blood.
We both have the same mind.
And time and time we have so much to share
, No, no, no,
No, no, no,
I'm not wakin' up tomorrow mornin'
And findin' that
there's nobody there.
Darling, there's no way,
No, no, no, no way I'm livin' without you.
I'm not livin' without you.
You see, there's just no way,
There's no way.
Tear down the mountains,
Yell, scream and shout.
You can say what you want,
I'm not walkin' out.
Stop all the rivers,
Push, strike, and kill.
I'm not gonna leave you,
There's no way I will.
And I am telling you I'm not going.
You're the best man I'll ever know.
There's no way I can ever,
ever go, No, no, no, no way,
No, no, no, no way I'm livin' without you.
Oh, I'm not livin' without you,
I'm not livin' without you.
I don't wanna be free.
I'm stayin', I'm stayin',
And you, and you,
You're gonna love me.
Oh, hey, you're gonna love me,
Yes, ah, ooh, ooh, love me,
Ooh, ooh, ooh, love me,
Love me,
Love me, Love me,
Love me.
You're gonna love me.
วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2550
Poupée russe

La poupée russe ou matriochka (матрёшка en russe) est une petite poupée gigogne traditionnellement fabriquée en bois. Autrement dit, c'est un emboîtement de plusieurs poupées de tailles successives, la plus volumineuse contenant toutes les autres poupées, parfois plus d'une dizaine.
En français, la version féminine est appelée babouchka (бабушка en russe) qui veut dire « grand-mère » alors que la version masculine est appelée dedouchka (дедушка) qui veut dire « grand-père ». Ces termes ne sont pas utilisés en russe.
Cette tradition russe du XIXe siècle serait d'origine japonaise, inspirée par l'imagerie du dieu Fukuruma, du panthéon bouddhiste, représenté par une figurine enchassée dans d'autres plus grandes à l'identique. Ces poupées sont un symbole de fertilité.
Ces poupées ont été introduites en France lors de l'exposition universelle de Paris de 1900.
En français, la version féminine est appelée babouchka (бабушка en russe) qui veut dire « grand-mère » alors que la version masculine est appelée dedouchka (дедушка) qui veut dire « grand-père ». Ces termes ne sont pas utilisés en russe.
Cette tradition russe du XIXe siècle serait d'origine japonaise, inspirée par l'imagerie du dieu Fukuruma, du panthéon bouddhiste, représenté par une figurine enchassée dans d'autres plus grandes à l'identique. Ces poupées sont un symbole de fertilité.
Ces poupées ont été introduites en France lors de l'exposition universelle de Paris de 1900.
คำศัพท์
dizaine [ดีแซน(เนอ)] (nf.) =ประมาณสิบ
autre [โอต (เตรอ)] 1. (a.) (pr.) =อันอื่น,คนอื่น 2. (a.) =อื่นๆ
autre [โอต (เตรอ)] 1. (a.) (pr.) =อันอื่น,คนอื่น 2. (a.) =อื่นๆ
russe [ รึส (เซอ)] (a.n.) ={แห่งประเทศ,ชาว}รัชเซีย
siècle [ซีแอ(เกลอ)] (nm.) =ศตวรรษ,สมัย,ยุค
parfois [ปาร์ฟัว] (ad.) =บางครั้ง,บางที,ตามโอกาส
วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550
Pic แมว น่ารักๆ+เฮฮานิสหน่อย














แมวมีชื่อเรียกทั่วไปในภาษาลาตินว่า "เฟลิส คาตัส" (Felis Catus) ไปเจอมาจากบทความหนึ่งอ่านะ อ่านๆไว้ก็ดี
แมว มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Felis Catus นักชีววิทยาค้นพบว่า บรรพบุรุษของแมวถือกำเนิดขึ้นกว่า 50 ล้านปีมาแล้ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกินเนื้อเป็นอาหาร เรียกว่า Miacis และได้วิวัฒนาการขั้นมาจนเริ่มมีลักษณะคล้ายแมวเมื่อ 10 ล้านปีก่อน มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแมวป่าที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่ เรียกว่า Dinistis
ต้นตระกูลของแมวบ้านจริงๆนั้น แยกออกมาจากตระกูลของ เสือไซบีเรียน และแมวพื้นเมืองต่างๆ ในปัจจุบันสายพันธุ์แมวถูกรวบรวมไว้ถึง 36 ตระกูล 51 ชนิด (รวมทั้งสิงโตและเสือต่างๆด้วย)
ต่อมาถึงยุคอียิปต์โบราณ ประมาณ 4,000 กว่าปีก่อน พวกชาวนาได้นำแมวป่า (แมวพื้นเมืองของอียิปต์) มาฝึกให้เชื่อง เพื่อใช้จับหนูในโรงนาและเมื่อหนูในโรงนาหมดไป ก้อทำให้ผลิตผลและพืชพันธุ์มีความเสียหายน้อยลง ประชาชนก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ขึ้น และไม่มีโรคภัยที่เกิดจากหนูอีกด้วยชาวอียิปต์จึงนับถือแมวเป็นสัตว์เทพเจ้า
ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้า "Bastet" (เทวีบัสเตต) ซึ่งมีตัวเป็นคน แต่มีหัวเป็นแมว เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์
นอกจากชาวอียิปต์จะใช้แมวจับหนูในโรงนาแล้ว ยังใช้แมวจับหนูบนเรือสินค้าอีกด้วย ตรงจุดนี้ เลยเกิดความเชื่อว่า เมื่อเรือเทียบท่า แมวก็ลงจากเรือ แต่ไม่ได้กลับขึ้นเรือจึงทำให้แมวขนาดพันธุ์ไปทั่วโลก
ชาวอียิปต์โบราณนั้นนับถือแมวถึงขนาดแมวในบ้านตาย ยังต้องนำไปทำมัมมี่เลย (มัมมี่คนจะทำเฉพาะราชวงศ์และขุนนางเท่านั้น) มัมมี่แมวสามารถหาดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศอังกฤษ
ในเมื่อแมวเป็นสัตว์เทพเจ้าของอียิปต์โบราณ จึงมีกฎ หากใครฆ่าแมว จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
[อยากให้พวกที่กินแมว--มันโดนจิงๆ]
พวกที่ต้องการยึดครองอาณาจักรอียิปต์โบราณ จึงใช้วิธีชั่วร้าย "อุ้มแมวไปรบ" แล้วพวกทหารอียิปต์จะสู้ได้อย่างไร (เป็นส่วนหนึ่งของการรบอียิปต์ไม่ได้ล่มสลายเพราะแมว) แต่ถึงอียิปต์โบราณจะล่มสลายไปแล้ว ชาวอียิปต์ในสมัยก่อนยังนับถือบูชาแมวเหมือนเดิม ขนาดชาวโรมันบางคน (สมัยนั้นโรมันปกครองอียิปต์) ฆ่าแมวยังถูกพวกอียิปต์ลงโทษเลย
ต่อมาเข้าสู่ยุคกลางในยุโรป มีความเชื่อเรื่องแม่มด และความชั่วร้ายต่างๆ ชาวยุโรปในยุคนี้กล่าวหาว่า แมวเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด (โดยเฉพาะแมวดำ) ดังนั้นใครเลี้ยงแมว จะถูกประณามว่าเป็นแม่มดร้าย ยิ่งเป็นคนแก่เลี้ยงแมวยิ่งแล้วใหญ่ พวกนี้มักจะโดนเผาทั้งเป็น ทั้งคนและแมว ดังนั้นเมื่อแมวน้อยลง จึงทำให้มีหนูมากขึ้น ทำให้กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปช่วงนั้น
ในยุคใกล้ๆกัน แถบเอเชียอย่างญี่ปุ่นกับจีน เริ่มเลี้ยงแมวกันมากขึ้นจากเดิมที่เคยเลี้ยงอยู่แล้ว และที่ญี่ปุ่นก็ยังใช้แมวเป็นสัญลักษณ์นำโชคอีกด้วย จะเห็นได้จาก "แมวกวัก" ที่ใช้กันตามร้านค้า จะใช้กวักลูกค้า หรือกวักเงินก็แล้วแต่ท่าทางของแมวตัวนั้น และที่จีนก็เชื่อว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค เพราะว่าแมวจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ต่อเมื่อมันพอใจที่จะอยู่เท่านั้น เมื่อมันเข้ามาอยู่แล้วเจ้าของบ้าน มักจะมีโชคลาภมา
ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเลี้ยงแมวมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เลี้ยงไว้เพื่อใช้จับหนูเหมือนกับชาวอียิปต์นั่นแหละ จนมีตำราแมวให้คุณ-ให้โทษ
แมวไทยคู่แรกที่ออกจากประเทศไทย ไปสู่สายตาชาวโลก ถูกนำออกไปโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประราชทานให้กับ Mr. Owen Gould กงศุลอังกฤษประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งได้นำแมวคู่นี้ไปให้น้องสาวที่อังกฤษ แมวไทยคู่นี้เป็นแมววิเชียรมาศแต้มสีครั่ง และในปี พ.ศ. 2428 แมวไทยคู่นี้ถูกส่งเข้าประกวดในงานแมวที่ The Crystal Palace ณ ประเทศอังกฤษ ผลการประกวด ปรากฏว่า แมวไทยคู่นี้ชนะเลิศในการประกวด จากการประกวดครั้งน ี้ทำให้ชาวอังกฤษนิยมเลี้ยงแมวไทยมากขึ้น และได้จัดตั้ง The Siamese Cat Clubs ขึ้นในปี 2443 และ The Siamese Cat Society of the British Empire ขึ้นในปี พ.ศ. 2471
หลังจากที่แมวไทยคู่นี้ได้ทำเชื่อเสียง ในอังกฤษ ร.5 ทรงเห็นว่า แมวไทยเป็นสัญลักษณ์ ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของประเทศทั่วโลก จึงได้พระราชทานแมวไทย ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศ และจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น ทำให้แมวไทย และประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว














แมวมีชื่อเรียกทั่วไปในภาษาลาตินว่า "เฟลิส คาตัส" (Felis Catus) ไปเจอมาจากบทความหนึ่งอ่านะ อ่านๆไว้ก็ดี
แมว มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Felis Catus นักชีววิทยาค้นพบว่า บรรพบุรุษของแมวถือกำเนิดขึ้นกว่า 50 ล้านปีมาแล้ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกินเนื้อเป็นอาหาร เรียกว่า Miacis และได้วิวัฒนาการขั้นมาจนเริ่มมีลักษณะคล้ายแมวเมื่อ 10 ล้านปีก่อน มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแมวป่าที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่ เรียกว่า Dinistis
ต้นตระกูลของแมวบ้านจริงๆนั้น แยกออกมาจากตระกูลของ เสือไซบีเรียน และแมวพื้นเมืองต่างๆ ในปัจจุบันสายพันธุ์แมวถูกรวบรวมไว้ถึง 36 ตระกูล 51 ชนิด (รวมทั้งสิงโตและเสือต่างๆด้วย)
ต่อมาถึงยุคอียิปต์โบราณ ประมาณ 4,000 กว่าปีก่อน พวกชาวนาได้นำแมวป่า (แมวพื้นเมืองของอียิปต์) มาฝึกให้เชื่อง เพื่อใช้จับหนูในโรงนาและเมื่อหนูในโรงนาหมดไป ก้อทำให้ผลิตผลและพืชพันธุ์มีความเสียหายน้อยลง ประชาชนก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ขึ้น และไม่มีโรคภัยที่เกิดจากหนูอีกด้วยชาวอียิปต์จึงนับถือแมวเป็นสัตว์เทพเจ้า
ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้า "Bastet" (เทวีบัสเตต) ซึ่งมีตัวเป็นคน แต่มีหัวเป็นแมว เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์
นอกจากชาวอียิปต์จะใช้แมวจับหนูในโรงนาแล้ว ยังใช้แมวจับหนูบนเรือสินค้าอีกด้วย ตรงจุดนี้ เลยเกิดความเชื่อว่า เมื่อเรือเทียบท่า แมวก็ลงจากเรือ แต่ไม่ได้กลับขึ้นเรือจึงทำให้แมวขนาดพันธุ์ไปทั่วโลก
ชาวอียิปต์โบราณนั้นนับถือแมวถึงขนาดแมวในบ้านตาย ยังต้องนำไปทำมัมมี่เลย (มัมมี่คนจะทำเฉพาะราชวงศ์และขุนนางเท่านั้น) มัมมี่แมวสามารถหาดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศอังกฤษ
ในเมื่อแมวเป็นสัตว์เทพเจ้าของอียิปต์โบราณ จึงมีกฎ หากใครฆ่าแมว จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
[อยากให้พวกที่กินแมว--มันโดนจิงๆ]
พวกที่ต้องการยึดครองอาณาจักรอียิปต์โบราณ จึงใช้วิธีชั่วร้าย "อุ้มแมวไปรบ" แล้วพวกทหารอียิปต์จะสู้ได้อย่างไร (เป็นส่วนหนึ่งของการรบอียิปต์ไม่ได้ล่มสลายเพราะแมว) แต่ถึงอียิปต์โบราณจะล่มสลายไปแล้ว ชาวอียิปต์ในสมัยก่อนยังนับถือบูชาแมวเหมือนเดิม ขนาดชาวโรมันบางคน (สมัยนั้นโรมันปกครองอียิปต์) ฆ่าแมวยังถูกพวกอียิปต์ลงโทษเลย
ต่อมาเข้าสู่ยุคกลางในยุโรป มีความเชื่อเรื่องแม่มด และความชั่วร้ายต่างๆ ชาวยุโรปในยุคนี้กล่าวหาว่า แมวเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด (โดยเฉพาะแมวดำ) ดังนั้นใครเลี้ยงแมว จะถูกประณามว่าเป็นแม่มดร้าย ยิ่งเป็นคนแก่เลี้ยงแมวยิ่งแล้วใหญ่ พวกนี้มักจะโดนเผาทั้งเป็น ทั้งคนและแมว ดังนั้นเมื่อแมวน้อยลง จึงทำให้มีหนูมากขึ้น ทำให้กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปช่วงนั้น
ในยุคใกล้ๆกัน แถบเอเชียอย่างญี่ปุ่นกับจีน เริ่มเลี้ยงแมวกันมากขึ้นจากเดิมที่เคยเลี้ยงอยู่แล้ว และที่ญี่ปุ่นก็ยังใช้แมวเป็นสัญลักษณ์นำโชคอีกด้วย จะเห็นได้จาก "แมวกวัก" ที่ใช้กันตามร้านค้า จะใช้กวักลูกค้า หรือกวักเงินก็แล้วแต่ท่าทางของแมวตัวนั้น และที่จีนก็เชื่อว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค เพราะว่าแมวจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ต่อเมื่อมันพอใจที่จะอยู่เท่านั้น เมื่อมันเข้ามาอยู่แล้วเจ้าของบ้าน มักจะมีโชคลาภมา
ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเลี้ยงแมวมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เลี้ยงไว้เพื่อใช้จับหนูเหมือนกับชาวอียิปต์นั่นแหละ จนมีตำราแมวให้คุณ-ให้โทษ
แมวไทยคู่แรกที่ออกจากประเทศไทย ไปสู่สายตาชาวโลก ถูกนำออกไปโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประราชทานให้กับ Mr. Owen Gould กงศุลอังกฤษประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งได้นำแมวคู่นี้ไปให้น้องสาวที่อังกฤษ แมวไทยคู่นี้เป็นแมววิเชียรมาศแต้มสีครั่ง และในปี พ.ศ. 2428 แมวไทยคู่นี้ถูกส่งเข้าประกวดในงานแมวที่ The Crystal Palace ณ ประเทศอังกฤษ ผลการประกวด ปรากฏว่า แมวไทยคู่นี้ชนะเลิศในการประกวด จากการประกวดครั้งน ี้ทำให้ชาวอังกฤษนิยมเลี้ยงแมวไทยมากขึ้น และได้จัดตั้ง The Siamese Cat Clubs ขึ้นในปี 2443 และ The Siamese Cat Society of the British Empire ขึ้นในปี พ.ศ. 2471
หลังจากที่แมวไทยคู่นี้ได้ทำเชื่อเสียง ในอังกฤษ ร.5 ทรงเห็นว่า แมวไทยเป็นสัญลักษณ์ ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของประเทศทั่วโลก จึงได้พระราชทานแมวไทย ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศ และจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น ทำให้แมวไทย และประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)